วัยรุ่นกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของสื่อดิจิตอล

January 19th, 2015

ภายในหนึ่งหรือสองทศวรรษนี้ สื่อดิจิทัลจะครอบคลุมถึง 80% ของสื่อทั้งหมดที่เราบริโภคกันอยู่ ซึ่งในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ดิจิทัล วิทยุออนไลน์ สื่อกลางแจ้งที่มีการควบคุมเนื้อหาสาระจากศูนย์บังคับการ อินเตอร์เน็ต เกมอิเล็คทรอนิคส์ หรือแม้แต่สื่อที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดอย่างโทรศัพท์มือถือที่มีใช้กันอยู่แทบจะทุกคน โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงแล้ว ถึงแม้ว่าอัตราความรู้ความสามารถในทางคอมพิวเตอร์ของบางพื้นที่ยังคงต่ำอยู่ ซึ่งการเข้าสู่ยุคดิจิทัลนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถของสื่อในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะการเข้าถึงด้วยความรวดเร็วและการเข้าถึงผู้รับได้อย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น

แนวโน้มการอยู่กับโลกอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนรู้ว่ากำลังมองหาอะไร และจะหาอะไรได้บ้าง ขณะที่เวลาที่อยู่กับโทรทัศน์ลดลง ยิ่งมีช่องให้เลือกมากขึ้น รายการมีมากขึ้น และเวลามีจำกัด ดังนั้นต้องใช้กลยุทธ์มากขึ้นเพื่อสื่อให้ตรงกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแนวทางที่ดีคือ ต้องผสมผสานสื่อเดิมกับสื่อดิจิตอลเข้าด้วยกัน สื่อออนไลน์สามารถขับเคลื่อนข้อมูลเชิงลึกได้ดีกว่า ปัจจุบันคนจะซื้อสินค้าหรือบริการก่อนตัดสินใจต้องหาข้อมูล เปรียบเทียบคุณสมบัติ ดูราคา หาโปรโมชั่นและสถานที่ซื้อขาย เดี๋ยวนี้สามารถซื้อทางออนไลน์ มีปัญหาก็สอบถามบริการทางอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างอยู่บนออนไลน์ทั้งหมด ถ้าจับจุดเหล่านี้ได้สามารถนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับผู้บริโภคได้อย่างดี โดยไม่ใช่การยัดเยียดรายละเอียดจนอาจเกิดเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของสังคมออนไลน์จะอยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 42% การโฆษณาส่วนใหญ่จึงเน้นรูปแบบการสร้างกระแสนิยมในตราสินค้าที่มีกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มสินค้าที่นิยมโฆษณาในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มบริการด้านบันเทิงและท่องเที่ยว และกลุ่มบริการบัตรเครดิต โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีการซื้อสื่อผ่านเอเยนซี่โฆษณามากกว่าซื้อสื่อโดยตรงผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการโฆษณาออนไลน์ เหตุผลสำคัญที่ทำให้โฆษณาออนไลน์เติบโตขึ้นเพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน รวมถึงยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผลิตภัณฑ์ผ่านการบอกเล่าแบบปากต่อปากของสมาชิกในเครือข่าย ทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ถูกบังคับให้ต้องรับฟัง อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด